บทที่ 1 ปมในใจ

บ้านหลังใหญ่เก่าแก่ตั้งอยู่กลางพื้นที่เกือบไร่ริมถนนเลี่ยงเมืองพิษณุโลกด้านหน้าเป็นพื้นที่ว่าเปล่าแต่ในอดีตที่รุ่งเรืองเป็นสนามหญ้าสวยงามส่วนด้านหลังบ้านเป็นสวนผักผลไม้มีทั้งมะม่วงลำไยน้อยหน่ามะพร้าวขนุนและสวนผักติดแม่น้ำน่านและมีบ้านพักคนงานสองหลังภายในสวนซึ่งหนึ่งในนั้นเคยบ้านของนายพยนต์กับนางน้อมจิตสองตายายอาศัยอยู่เพราะทั้งสองทำงานที่นี่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่ออรพินที่รักกับชาคริตลูกชายเจ้านายแต่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคบหากันจนกระทั่งชาคริตพบรักใหม่กับลูกสาวของนักการเมืองชื่อดังและฝ่ายหญิงตั้งครรภ์จึงแต่งงานกันแล้วย้ายไปอยู่กรุงเทพทั้งที่อรพินกำลังตั้งครรภ์เช่นกันพอคุณเตชธรรมกับคุณสิรามนรู้เรื่องก็รับเป็นหลานและให้ลูกชายมาเซ็นรับรองบุตรและชาคริตก็ยอมแลกกับที่ดินของพ่อแม่ที่มีอยู่พันกว่าไร่และจะไม่ยุ่งกับที่ดินบ้านหลังใหญ่ที่พ่อแม่อาศัยอยู่แต่สุดท้ายชาคริตก็ผิดคำพูดมาขอยืมโฉนดที่ดินของแม่ไปค้ำประกันธุรกิจแต่กลับเอาไปจำนองกับธนาคารและขาดส่งมาหลายเดือนจนกระทั่งทางธนาคารมีจดหมายแจ้งมาตามที่อยู่ของเจ้าของโฉนดทำให้คุณสิรามนถึงกับเป็นลม

“คุณย่าคะ ทำใจดีๆไว้ก่อนค่ะ” เสียงหวานของหลานสาวดังขึ้นพร้อมกับยาดมจ่อจมูกทำให้คุณสิรามนลืมตาขึ้นมอง

“แม่เอ๋ย” สิริมนเรียกหลานสาวเบาๆแล้วน้ำตาไหลออกมาเมื่อเธอไม่สามารถปกป้องหลานสาวได้ทั้งที่เธอไม่ได้มีหลานสาวแค่ลิปการ์แต่ลูกชายคนเดียวยังมีลูกอีกสองแต่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพนานๆจะมาหาสักครั้ง มีแต่ลิปการ์ที่คอยดูแลเธอมาตลอดและวันนี้มีจดหมายจากธนาคารบอกว่าอีกสองเดือนหากไม่นำเงินไปชำระหนี้ที่กู้เงินไปก็จะถูกยึดที่ดินผืนของเธอที่เก็บไว้ให้ลิปการ์

“จดหมายว่ายังไงคะคุณย่า” ลิปการ์สาวสวยหวานน่ารักผิวขาวนวลเนียนใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปร่างอวบอิ่มอรชรสมส่วนอกเอวสะโพกรับกันเหมาะสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซ็นติเมตรอายุยี่สิบสี่ปีเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดังในจังหวัดพิษณุโลกก็ทำงานที่บริษัทขายรถยนต์ยี่ห้อดังในตำแหน่งพนักงานบัญชีทั้งที่จบมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษและจีนเพราะพี่ระหัสเป็นผู้จัดการแล้วแนะนำเธอและที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านแล้วเป็นห่วงย่าตายายที่อายุมากแล้วเธอต้องดูแลท่าน

“พ่อของเอ๋ยเอาไปเข้าแบงค์แล้วไม่จ่ายดอกเบี้ยและต้นทางธนาคารจะมายึดบ้านเราแล้วลูก เรามีเวลาสองเดือนที่จะหาเงินมาใช้หนี้ทั้งหมด” คุณสิริมนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเสียใจที่ลูกชายคนเดียวของเธอเห็นแก่ตัวไม่คิดถึงลิปการ์ลูกสาวคนโตที่ถูกพ่อละเลยมีแค่เธอกับสามีและตายายเท่านั้นที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แม่จากไปตอนอายุสามขวบ

“เท่าไหร่คะคุณย่า” ลิปการ์ถามย่าด้วยความสงสารท่านและโกรธผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้นที่ทำให้ย่าเสียใจ

“สามสิบล้านยังไม่รวมดอกเบี้ย”

“สามสิบล้าน” ลิปการ์พูดเสียงดังเมื่อได้ยินจำนวนเงินที่ย่าบอกว่าพ่อเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคาร “แล้วเราจะไปหาเงินที่ไหนมาคะคุณย่า”

“ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันลูก เดี๋ยวย่าจะเข้ากรุงเทพไปคุยกับพ่อชาก่อน เอ๋ยไปกับย่านะ” ตอนนี้เธอต้องคุยกับลูกชายให้รู้เรื่องว่าจะทำยังไงกับหนี้สินก้อนนี้หากเทียบกับธุรกิจของลูกชายมันก็ไม่ใช่เงินมากมายและเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมลูกชายเอาที่ดินไปจำนอง

“คุณย่าจะไปกรุงเทพเมื่อไหร่คะ เอ๋ยจะได้ลางานถูกค่ะ” เธอไม่ปล่อยให้ย่าเดินทางไปกรุงเทพคนเดียวแน่แม้ไม่อยากเจอคนเป็นพ่อกับครอบครัวและไม่คิดจะไปเหยียบบ้านของพวกเขา

“ไปเช้าวันอาทิตย์ก็ได้ลูก เอ๋ยจะได้ไม่ต้องลางาน” หากไม่จำเป็นเธอจะไม่ให้หลานสาวลำบากใจที่ต้องไปเจอครอบครัวของพ่อและเข้าใจดีที่หลานสาวไม่เคยเรียกลูกชายของเธอว่าพ่ออีกหลังจากงานศพของสามีของเธอ

“ค่ะคุณย่า เดี๋ยวเอ๋ยจะเอารถไปเช็คด้วยค่ะ” ลิปการ์บอกย่าเพื่อความปลอดภัยเพราะเธอมีรถอีโคคาร์คันเล็กเพื่อขับไปทำงานและพาตายายย่าไปทำธุระและไปหาหมอยามไม่สบายและมีรถกระบะของตาที่เอาไว้ขนผักผลไม้ไปส่งตลาด

“เราไปรถไฟก็ได้ลูก” คุณสิรามนไม่อยากให้หลานสาวลำบากเพราะนานๆจะเข้ากรุงเทพไม่รู้จักถนนหนทาง

“ไปรถไฟคุณย่าจะลำบากขึ้นรถลงรถและต่อรถอีกไหนจะกระเป๋าอีก เอ๋ยว่าขับรถไปเองแล้วจับจีพีเอสไปไม่หลงหรอกค่ะคุณย่า” ลิปการ์ตอบย่าแม้ว่าเธอจะไม่คุ้นชินถนนหนทางในกรุงเทพแต่ยุคนี้มีจีพีเอสนำทางก็ไม่น่าจะหลง

“เอาอย่างนั้นเหรอลูก”

“ค่ะคุณย่า เดี๋ยวเอ๋ยชวนยายไปด้วยขากลับเราจะได้แวะไหว้พระที่อยุธยาด้วยไงคะ” เธอไม่ได้พาย่ากับยายไปไหว้พระทำบุญต่างจังหวัดมานานแล้ว

“ดีลูก ย่าไม่ได้ไปไหว้พระแถวนั้นนานแล้ว เดี๋ยวย่าจะโทรนัดพ่อของเอ๋ยก่อนนะลูก” คุณสิรามนยิ้มให้หลานสาวยังไงเธอก็จะเอาที่ดินผืนนี้กลับมาให้ลิปการ์ให้ได้แม้จะต้องมีปัญหากับลูกชายก็ตามก่อนจะโทรหาลูกชาย

“สวัสดีครับคุณแม่ มีอะไรหรือเปล่าครับถึงได้โทรหาผม” ชาคริตรับสายแม่ที่นานทีปีหนจะโทรหาเขาและเขาเองก็จะแวะไปหาแม่ปีละครั้งครั้งแต่ช่วงหลังนี่ไม่ได้ไปเลยเพราะงานรัดตัวและลูกชายก็ไม่เอาไหนให้มาช่วงานก็ไม่ช่วยและทำธุรกิจอะไรก็ไปไม่รอดจนเขาหนักใจเพราะภรรยากับพ่อตาแม่ยายตามใจ

“วันอาทิตย์นี้แม่จะเข้าไปหาพ่อชาที่กรุงเทพนะ แม่มีธุระจะคุยด้วยน่ะ” คุณสิรามนตอบลูกชายที่ไม่ได้เจอกันเป็นปีแล้ว

“คุณแม่มีธุระด่วนหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมไปหาที่พิดโลกก็ได้ครับ” ชาคริตบอกแม่เขาไม่ได้ไปหาท่านนานแล้วหากไม่มีธุระจริงท่านคงไม่โทรหา

“เอาอย่างนั้นเหรอ วันเสาร์นี้มาได้มั้ยลูก”

“ได้ครับคุณแม่ วันเสาร์ผมจะไปหานะคุณแม่จะได้ไม่ลำบากเดินทางมากรุงเทพ” ชาคริตไม่อยากให้แม่มาหาเขาที่กรุงเทพเพราะไม่อยากมีปัญหากับภรรยาที่ไม่พอใจแม่ของเขายกที่ดินและบ้านให้ลูกสาวคนโตที่เกิดกับอรพินผู้หญิงที่เขารักแต่ไม่สามารถแต่งงานอย่างออกหน้าออกตาได้เพราะอรพินเป็นลูกสาวคนรับใช้บ้านของเขาพอเจอกับทิติพรไฮโซสาวแสนสวยทายาทคนเดียวของรองนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นเขาก็ตกหลุมรักและมีความสัมพันธ์กันในชั่วข้ามคืนทำให้ทิติพรท้องเขาจึงแต่งงานกับทิติพรเพราะตอนนั้นพ่อของเขายังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้ามีตามีชื่อเสียงมีเงินทองและมารู้ภายหลังว่าอรพินท้องเขาจึงปฏิเสธไม่รับผิดชอบเพราะกลัวภรรยาจะรู้เรื่องแต่สุดท้ายทิติพรก็รู้เรื่องจนได้และยื่นคำขาดให้เขาอยู่กรุงเทพไม่ให้กลับพิษณุโลกยกเว้นไปเยี่ยมพ่อแม่พร้อมกับเธอและไม่ยอมค้างคืนที่บ้านและจะไปแค่ปีละครั้งจนกระทั่งอรพินเสียชีวิตเขาก็กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ปีละครั้งเหมือนเดิมส่วนลูกๆก็นานๆครั้งเพราะไม่ชอบที่มีปู่ย่าเป็นคนบ้านนอกจนกระทั่งพ่อของเขาจากไปก็ยิ่งทำให้เขาก็ห่างเหินกับที่บ้านมากขึ้น

“ดีลูก แม่เอ๋ยจะได้ไม่ลำบากขับรถไปกรุงเทพ” คุณสิรามนพูดกับลูกชายที่ไม่เคยดูดำดูดีลูกสาวคนโต

“คุณแม่จะมากรุงเทพกับเด็กเอ๋ยเหรอครับ ไม่ได้นะครับ ต่อไปถ้าคุณแม่จะมาหาผมก็โทรมาหาผมแล้วผมจะให้รถไปรับนะครับอย่าให้เด็กเอ๋ยมาที่บ้านของคุณพร ผมไม่อยากมีปัญหาครับ” ชาคริตพูดกับแม่เพราะคิดว่าแม่อยู่คนเดียวแต่เขาคิดผิดเพราะแม่ของเขาเปิดลำโพงทำให้ลิปการ์ได้ยินเต็มสองหู

“ทำไมแกพูดแบบนี้ตาชา แม่เอ๋ยเป็นลูกของแกนะ” คุณสิรามนพูดกับลูกชายด้วยความไม่พอใจที่ไม่ยอมรับลิปการ์เป็นลูกทั้งที่อรพินยอมตรวจดีเอ็นเอเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเธอท้องกับชาคริตจริงและผลออกมาก็ชัดเจนว่าลิปการ์เป็นลูกของชาคริตจริงและเป็นหลานสาวแท้ๆของเธอ

“ผมรู้ว่าเด็กเอ๋ยเป็นลูก ผมก็เซ็นรับรองบุตรให้ตามที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการแล้วจะเอาอะไรกับผมอีกตอนนี้ผมมีครอบครัวมีความสุขดีอยู่แล้วคุณแม่อย่ามารื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมาให้ผมมีปัญหาอีกเลยนะครับ ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ดีแล้วครับ” ชาคริตพูดอย่างเห็นแก่ตัวเพราะตอนนี้ครอบครัวของเขามีความสุขดีหากลิปการ์มาที่นี่ก็จะทำให้ครอบครัวของเขามีปัญหาเพราะภรรยาไม่ยอมให้ใครรู้ว่าเขาเคยมีลูกมาก่อนที่จะแต่งงานและเขาก็ต้องเลือกครอบครัวของเขา

บทถัดไป